บทที่ 21 โลกสองใบที่ไม่มีทางบรรจบ
ตอนที่ 21 : โลกสองใบที่ไม่มีทางบรรจบ
นางมองดูผู้ชายตรงหน้า... ผู้ชายที่แสนดี อบอุ่น และรักนาง (ในเวอร์ชันนี้) ด้วยใจจริง
ความสุขเอ่อล้นขึ้นมาจุกที่อก แต่มันก็ปนเปมากับความเจ็บปวดลึกๆ
(ปีหน้า... และปีต่อๆ ไปงั้นเหรอ?)
เยว่ซินฝืนยิ้มที่งดงามที่สุดส่งให้เขา มือเล็กกระชับมือของเขาแน่นขึ้น ราวกับกลัวว่าช่วงเวลานี้จะหายไป
"เพคะ... ตราบใดที่ข้ายังอยู่ ข้าจะยืนอยู่ข้างกายท่าน"
นางตอบรับคำขอ... แต่ในใจกลับกระซิบแผ่วเบา
(...แต่ถ้าวันหนึ่งข้าต้องไป... ข้าขอโทษนะจวิ้นอวี้... ข้าขอโทษล่วงหน้าจริงๆ)
ณ ริมแม่น้ำ เทศกาลโคมไฟ
"ท่านอ๋อง ทางนี้เพคะ! ตรงนี้น้ำนิ่ง เหมาะแก่การลอยโคมที่สุด"
เยว่ซินกวักมือเรียกสามีด้วยรอยยิ้มสดใส ในมือประคองโคมดอกบัวที่จุดเทียนสว่างไสว นางเดินนำหน้าลงไปที่ท่าน้ำซึ่งค่อนข้างลับตาคนเล็กน้อย เพื่อหวังจะมีช่วงเวลาส่วนตัวในการอธิษฐาน
จวิ้นอวี้ยิ้มตอบ เดินตามหลังนางมาไม่ห่าง สายตาจับจ้องไปที่ร่างบางด้วยความเอ็นดู
ทว่า... ในจังหวะที่เยว่ซินก้มลงจะวางโคมลงบนผิวน้ำ
พรึ่บ!
เงาดำสายหนึ่งพุ่งออกมาจากหลังพุ่มไม้ด้วยความรวดเร็วปานสายฟ้า จังหวะนั้นไม่มีใครทันตั้งตัว มือปริศนาผลักเข้าที่แผ่นหลังบางของเยว่ซินอย่างแรงเต็มรัก!
"ว้ายยยย!"
"เยว่ซิน!"
ตูม!!
เสียงน้ำแตกกระจายดังสนั่น ร่างของเยว่ซินร่วงหล่นลงสู่แม่น้ำที่เย็นเฉียบและมืดมิดในทันที ความหนาวเหน็บแทรกซึมเข้าสู่กระดูก ชุดผ้าไหมที่หนักอึ้งเมื่ออุ้มน้ำฉุดรั้งร่างของนางให้จมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งอย่างรวดเร็ว
เยว่ซินตะเกียกตะกาย พยายามจะว่ายขึ้นสู่ผิวน้ำ แต่กระแสน้ำข้างล่างกลับเชี่ยวกรากกว่าที่คิด เรี่ยวแรงของนางค่อยๆ หมดลง... ลมหายใจเริ่มขาดห้วง
(ไม่นะ... ฉันจะมาตายแบบนี้ไม่ได้...)
สติของนางเริ่มเลือนลาง ความมืดเข้าครอบงำ...
วูบ...
ทันใดนั้น ความหนาวเหน็บและแรงดันน้ำก็หายไป...
เยว่ซินลืมตาขึ้นอีกครั้ง นางพบว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในแม่น้ำมืดมิดอีกต่อไป แต่กำลังยืนอยู่ท่ามกลางแสงแดดจ้าที่คุ้นเคย... และกลิ่นธูปควันเทียนที่ลอยตลบอบอวล
(ที่นี่มัน... วัด?)
นางมองไปรอบๆ ด้วยความงุนงง สถาปัตยกรรมไทยวิจิตรตระการตา ศาลาวัดสีขาวตัดกับหลังคาสีส้ม... นี่คือประเทศไทย!
เยว่ซินก้มมองตัวเอง นางสวมชุดนักศึกษาที่สะอาดสะอ้าน ตัวเบาหวิวราวกับขนนก นางลองก้าวเดินเข้าไปในศาลาที่มีคนมุงอยู่หนาตา เสียงพระสวดอภิธรรมดังก้องกังวาน
สายตาของนางค่อยๆ ปรับโฟกัสไปที่ "รูปถ่าย" ที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่หน้าโลงศพลายเทพพนมประดับดอกไม้สีขาวนับพันดอก
วินาทีนั้น... หัวใจของเยว่ซินหยุดเต้น
"นั่นมัน... รูปฉัน?"
ภาพในกรอบรูปคือภาพของเธอที่ยิ้มแย้มสดใส สวมชุดครุยรับปริญญา... และที่ป้ายหน้าศพ เขียนชื่อ-นามสกุลของเธอ พร้อมวันชาตะ-มรณะ ไว้อย่างชัดเจน
(ไม่จริง... ไม่จริงใช่ไหม...)
นางยกมือขึ้นปิดปาก น้ำตาไหลพรากออกมาโดยไม่รู้ตัว ขาอ่อนแรงจนแทบทรุดลงกับพื้น
"ฮือๆๆ ... ลูกแม่... ฮือ... ทำไมต้องจากแม่ไปเร็วขนาดนี้..."
เสียงร้องไห้ปานจะขาดใจดังขึ้น เยว่ซินหันขวับไปมอง
แม่ ของเธอกำลังกอดโลงศพแน่น ร้องไห้จนตัวโยก แทบจะเป็นลมล้มพับไป โดยมี พ่อ ที่ใบหน้าแก่ลงไปถนัดตานั่งน้ำตาไหลเงียบๆ คอยประคองอยู่ข้างๆ และ พี่ชาย (เฮีย) ที่ยืนกัดฟันแน่น ดวงตาแดงก่ำ จ้องมองรูปน้องสาวด้วยความอาลัย
"แม่จ๋า! พ่อจ๋า! เฮีย!"
เยว่ซินตะโกนเรียกสุดเสียง นางวิ่งเข้าไปหา หวังจะกอดปลอบประโลมพวกเขา
"หนูอยู่นี่! หนูยังไม่ตาย! แม่ได้ยินหนูไหม!"
แต่มือของนางกลับคว้าได้เพียงอากาศ... ร่างของนางทะลุผ่านร่างของแม่ไปราวกับธาตุอากาศ
ไม่มีใครได้ยินเสียงนาง... ไม่มีใครมองเห็นนาง...
ความจริงกระแทกหน้าอย่างจัง... เธอตายไปแล้วจริงๆ ร่างที่นอนหลับในหอพักนั้น ได้จากโลกนี้ไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ สิ่งที่หลงไปในยุคจีนโบราณ คือวิญญาณที่เร่ร่อน
"ไม่นะ... ฮือๆๆ ... หนูขอโทษ... พ่อจ๋า แม่จ๋า..."
เยว่ซินทรุดลงกราบเท้าพ่อกับแม่ ร้องไห้จนตัวสั่นเทา ความสิ้นหวังเกาะกุมหัวใจจนนางอยากจะดับสูญไปเสียเดี๋ยวนั้น
แต่ทว่า... ท่ามกลางเสียงสวดและเสียงร้องไห้ของครอบครัว เสียงหนึ่งก็ดังแทรกเข้ามาในโสตประสาท...
"เยว่ซิน!!!!"
เสียงทุ้มต่ำที่เต็มไปด้วยความแตกตื่น หวาดกลัว และเจ็บปวดรวดร้าวปานจะขาดใจ
"ลืมตาเดี๋ยวนี้! อย่าทิ้งข้าไป! เยว่ซิน!"
เยว่ซินชะงัก... เสียงนี้...
ภาพศาลาวัดเริ่มสั่นไหวราวกับภาพทีวีที่สัญญาณขาดหาย เสียงพระสวดเริ่มไกลออกไป ถูกแทนที่ด้วยเสียงน้ำที่แตกกระจายและแรงเขย่าตัวอย่างรุนแรง
จวิ้นอวี้กอดร่างที่เปียกโชกและสั่นเทาของเยว่ซินไว้ในอ้อมอกแน่น เขาถอดเสื้อคลุมตัวนอกของตนเองออกมาห่อหุ้มร่างกายของนางไว้อย่างมิดชิด มือหนาที่เคยจับดาบสังหารศัตรูมานับพัน บัดนี้กลับสั่นระริกยามลูบใบหน้าซีดเผือดของภรรยา
"ข้าผิดเอง..."
เสียงทุ้มต่ำพึมพำซ้ำไปซ้ำมาราวกับคนเสียสติ
"ข้าผิดเอง... เป็นเพราะข้า... เพราะความอวดดีของข้า..."
ความรู้สึกผิดกัดกินหัวใจของท่านอ๋องหนุ่มจนแทบไม่เหลือชิ้นดี เขาหวนนึกถึงคำสั่งโง่เขลาของตนเองที่ไล่หยางเฟยและเหล่าองครักษ์ให้ออกไปยืนไกลๆ เพียงเพราะความหึงหวงไร้สาระ เพียงเพราะอยากครอบครองนางไว้แต่เพียงผู้เดียว
หากเขามีสติกว่านี้... หากเขาไม่ประมาท... นางคงไม่ต้องมาประสบเคราะห์กรรมเช่นนี้
วินาทีที่เห็นร่างของนางจมดิ่งลงไปต่อหน้าต่อตา วินาทีที่เขาพานางขึ้นมาโผล่เหนือน้ำ พบกับใบหน้าที่ขาวซีดไร้สีเลือด... วินาทีนั้น หัวใจของเขาเหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นบีบจนแหลกละเอียด
โลกทั้งใบของเขาดับวูบลง... อำนาจที่มี เงินทองที่มี หรือแม้แต่ชาติกำเนิดสูงส่ง... ทุกอย่างกลายเป็นเพียงผงธุลีไร้ค่า หากต้องแลกมาด้วยชีวิตของนาง
